พืชพลังงาน เสียมากกว่้าได้
Posted on: January 4, 2010No comments yet
หลังจากที่เริ่มรับประทานมังสวิรัติ ทุกวันพุธ เพื่อลดโลกร้อน ตามโครงการ Meat Free Day และจาก ภาพยนต์สารคดีเรื่อง Home มาได้ระยะหนึ่ง มาวันนี้ มาตอกย้ำกันอีกครั้งจาก รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ว่า่เรื่องของพืชพลังงาน ที่เสียมากกว่าได้
ขอคัดลอกบทความจากไทยรัฐมาให้อ่านกันดังนี้
“นิตยสารไทม์ส ฉบับวันที่ 7 เมษายน 2551 มีคอลัมน์พิเศษขึ้นปกว่า The Clean Energy Myth (เรื่องลวงของพลังงานสะอาด) (http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1725975,00.html) พร้อมลงภาพฝักข้าวโพดห่อหุ้มไว้ด้วยธนบัตร และโปรยเรื่องประกอบภาพแปลความได้ว่า
ทั้งนักการเมือง และนักธุรกิจใหญ่ กำลังผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างเช่น เอทานอล ที่ผลิตจากข้าวโพดไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน สิ่งที่คนเหล่านั้นกำลังทำจริงๆ ก็คือ การทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้น และ ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงยิ่งขึ้น โดยที่ตัวคุณเอง (หมายถึง คนอ่านที่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว) กำลังเป็นคนจ่ายค่าโง่ให้กับสิ่งเหล่านี้
เคย สงสัยกันบ้างหรือไม่ เหตุใดพืชอาหารบางชนิด ที่สามารถดัดแปลงไปเป็นพลังงานทดแทนได้ อย่างเช่น อ้อย มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม หรือข้าวโพด จู่ๆจึงกลายเป็นผู้ร้ายหรือตัวก่อปัญหา
ทั้ง ที่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ การปลูกพืชดังกล่าว ได้รับการยกย่องว่า เป็นความชาญฉลาดของมนุษยชาติที่รู้จักเลือกสรร เชื้อเพลิงสะอาดมาช่วยแก้ ปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพง แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อน
ภาพลักษณ์ของ พืชพลังงานทดแทนเหล่านั้น เมื่อวันวานเคยเปรียบได้กับ “พระเอกผู้กอบกู้โลก” มาวันนี้หลังจากมีข่าวเชิงลบออกมากระหน่ำ ตามสายตาชาวโลกส่วนหนึ่งกำลังมองว่า ไม่ต่างกับ “พืชพระเอกในคราบผู้ร้าย”
การ ที่องค์การสหประชาชาติ และธนาคารโลก ออกมาเตือนทุกประเทศให้ระวังวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหาร เพราะเห็นว่าการทุ่มปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ เพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน โดยการขยายพื้นที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดอย่างกว้างขวางทั่วโลก
นอกจาก ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกพืชเดิมของแต่ละท้องถิ่น ยังทำให้ผลผลิตของพืชที่ใช้บริโภคหลัก อย่างเช่น ข้าว และข้าวสาลี ลดลงไปด้วย
การที่หลายประเทศมีนโยบายส่งเสริมให้ปลูกพืชพลังงาน เพื่อนำไปใช้ ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ยกตัวอย่าง น้ำมันเบนซินผสมกับเอทานอล ซึ่งสกัดได้จากอ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวโพด หรือใช้มาตรการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพในรูปแบบอื่น
ปัจจัยข้างต้น มีส่วนผลักดันให้เกษตรกรในหลายประเทศ เร่งขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานทดแทนกันอย่างมโหฬาร ทำให้พื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็นป่าเขา ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือป่าชายเลน แม้กระทั่งแหล่งที่เคยใช้ทำนาปลูกข้าว ถูกปรับเปลี่ยน แผ้วถาง หรือบุกรุกทำลายเพื่อหันไปปลูกพืชพลังงานกันอย่างกว้างขวาง
ผลที่ ตามมา บางประเทศที่เคยมีผลผลิตข้าวเพียงพอสำหรับเลี้ยงคนในประเทศตัวเอง และเหลือส่งออก เริ่มไม่เพียงพอ กลายเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวจากประเทศอื่น ดังมีตัวอย่างเช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น
นอกจากนี้ ในบางประเทศที่เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตัวเอง ยังผลักดันให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ป่าชายเลน หรือทุ่งหญ้าใช้เลี้ยงสัตว์ แปรสภาพไปเป็นพื้นที่ปลูกอ้อย มัน หรือปาล์มน้ำมัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตพลังงานทดแทน
ภาพรวม ของปัญหาที่เชื่อมกันเป็นลูกโซ่ ไม่เพียงส่งผลให้พื้นที่ซึ่งเคยใช้ปลูกพืชอาหาร เลี้ยงชาวโลกลดลงเรื่อยๆ การที่โลกใบนี้ยังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน ทำให้ดิน ฟ้า อากาศ แปรปรวน
นอกจากผลักดันให้พืชอาหารหลัก อย่างข้าว หรือข้าวสาลี มีราคาแพงขึ้น
ยัง ผลักดันให้ราคาพืชอาหารรองบางอย่าง เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม ถีบตัวสูงตามไปด้วย เพราะเกิดการแย่งใช้กันระหว่างภาคอาหาร (ให้คนกิน) กับภาคยานยนต์ (ให้เครื่องยนต์กิน)
เหนืออื่นใด ความเชื่อที่มีอยู่เดิมว่า การขยายผลผลิตพืชพลังงานทั่วโลก คือ หนทางช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก หรือพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น ย่อมช่วยเพิ่มตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อน
…แต่ผลของการศึกษาล่าสุด กลับได้ข้อสรุปออกมาว่า การที่ทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตาขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน เมื่อเทียบกับ สัดส่วนการลดลงของพื้นที่ป่า ป่าชายเลน และ ทุ่งหญ้า ซึ่งถูกบุกรุกแผ้วถาง เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน
ท้ายที่สุดแล้ว หักกลบลบกัน แทนที่จะเกิดผลดีช่วยลดภาวะโลกร้อน กลับจะมีผลเสียมากกว่า
เพราะ การที่โลกใบนี้ต้องสูญเสียพื้นที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ขนาดใหญ่ในธรรมชาติ ทั้งที่เป็นป่าเขา ป่าชายเลน และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แลกกับการเปลี่ยนสภาพไปเป็นพื้นที่สีเขียวปลูกพืชพลังงาน เป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสีย”
โลกต้องการพลังงานมากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากอุปสงค์ลม หรือการเก็งกำไรนั่นเอง ท้องก็มีอยู่เท่านี้ จะเก็งกำไร ไปทำไมกัน อยู่แบบพอเพียง ยืดเวลาให้โลกสวยงามใบนี้ อีกหน่อยไม่ดีกว่าหรือ ร่วมมือ ร่วมใจกันคนละแรงนะครับ เริ่มต้นกันวันนี้ แค่งดรับประทานเนื้อ สัปดาห์ละหนึ่งวัน ลดโลกร้อน Meat Free Day reduce Global Warming
บุญรักษา
ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ



หลังจากที่ผ่านประสบการณ์ทำเว็บด้วย Wordpress มาหลายสิบเว็บ และจากเสียงเรียกร้องเข้ามามากมาย ตอนนี้เลยขอเปิดให้บริการรับทำเว็บไซต์ด้วย Wordpress เสียเลย