คุณสมบัติ พหูสูตร

Posted on: March 9, 2010
No comments yet

คัดลอกมาจาก มงคลแห่งชีวิต 38 ประการ หัวข้อ มงคลที่ ๗. ความเป็นพหูสูตร

การสนใจ ใฝ่คว้า หาความรู้
ให้เป็นผู้ แก่เรียน เพียรศึกษา
มีศีลดี สติมั่น เกิดปัญญา
ย่อมนำพา ตัวรอด เป็นยอดดี

พหูสูตร คือ เป็นผู้ที่ฟังมาก เล่าเรียนมาก เป็นผู้รอบรู้ โดยมีลักษณะดังนี้คือ
๑. รู้ลึก คือการรู้ในสิ่งนั้นๆ เรื่องนั้นๆ อย่างหมดจดทุกแง่ทุกมุม อย่างมีเหตุมีผล รู้ถึงสาเหตุจนเรียกว่าความชำนาญ
๒. รู้รอบ คือการรู้จักช่างสังเกตในสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นเหตุการณ์แวดล้อมเป็นต้น
๓. รู้กว้าง คือการรู้ในสิ่งใกล้เคียงกับเรื่องนั้นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน สัมพันธ์กันเป็นต้น
๔. รู้ไกล คือการศึกษาถึงความเป็นไปได้ ผลในอนาคตเป็นต้น

ถ้าอยากจะเป็นพหูสูตก็ควรต้องมีคุณสมบัติดังว่านี้คือ
๑. ความตั้งใจฟัง ก็คือชอบฟัง ชอบอ่านหาความรู้ และค้นคว้าเป็นต้น
๒. ความตั้งใจจำ ก็คือรู้จักวิธีจำ โดยตั้งใจอ่านหรือฟังในสิ่งนั้นๆ และจับใจความให้ได้
๓. ความตั้งใจท่อง ก็คือท่องให้รู้โดยอัตโนมัติ ไม่ลืม ในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ
๔. ความตั้งใจพิจารณา ก็คือการรู้จักพิจารณา ตรึกตรองในสิ่งนั้นๆอย่างทะลุปรุโปร่ง
๕. ความเข้าใจในปัญหา ก็คือการรู้อย่างแจ่มแจ้งในปัญหาอย่างถ่องแท้ด้วยปัญญา

เหตุที่ผมได้ยก และคัดลอกเรื่องนี้ ขึ้นมาก็เพียงเพราะว่า เรามักเห็นคนเก่งมีอยู่หลากหลาย และดาดดื่น แต่เราจะได้รู้ได้อย่างไรเล่า ว่าคนผู้นั้น เก่้งกาจอย่างไร

แต่เรื่องหนึ่งที่อยากให้พึงสังวรณ์ไว้คือ ความรู้ ความสามารถ ใช้มันให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง และส่วนรวม ในทางสร้างสรรค์เถิด เก่งในทางโกงบ้านเมือง คด ฉ่อ ขอให้หลักเลี่ยง แล้วท่านจะพบความสุขในชีวิตที่แท้จริง

พืชพลังงาน เสียมากกว่้าได้

Posted on: January 4, 2010
No comments yet

หลังจากที่เริ่มรับประทานมังสวิรัติ ทุกวันพุธ เพื่อลดโลกร้อน ตามโครงการ Meat Free Day และจาก ภาพยนต์สารคดีเรื่อง Home มาได้ระยะหนึ่ง มาวันนี้ มาตอกย้ำกันอีกครั้งจาก รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ว่า่เรื่องของพืชพลังงาน ที่เสียมากกว่าได้

ขอคัดลอกบทความจากไทยรัฐมาให้อ่านกันดังนี้

“นิตยสารไทม์ส ฉบับวันที่ 7 เมษายน 2551 มีคอลัมน์พิเศษขึ้นปกว่า The Clean Energy Myth (เรื่องลวงของพลังงานสะอาด) (http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1725975,00.html) พร้อมลงภาพฝักข้าวโพดห่อหุ้มไว้ด้วยธนบัตร และโปรยเรื่องประกอบภาพแปลความได้ว่า

ทั้งนักการเมือง และนักธุรกิจใหญ่ กำลังผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างเช่น เอทานอล ที่ผลิตจากข้าวโพดไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน สิ่งที่คนเหล่านั้นกำลังทำจริงๆ ก็คือ การทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้น และ ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงยิ่งขึ้น โดยที่ตัวคุณเอง (หมายถึง คนอ่านที่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว) กำลังเป็นคนจ่ายค่าโง่ให้กับสิ่งเหล่านี้

เคย สงสัยกันบ้างหรือไม่ เหตุใดพืชอาหารบางชนิด ที่สามารถดัดแปลงไปเป็นพลังงานทดแทนได้ อย่างเช่น อ้อย มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม หรือข้าวโพด จู่ๆจึงกลายเป็นผู้ร้ายหรือตัวก่อปัญหา

ทั้ง ที่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ การปลูกพืชดังกล่าว ได้รับการยกย่องว่า เป็นความชาญฉลาดของมนุษยชาติที่รู้จักเลือกสรร เชื้อเพลิงสะอาดมาช่วยแก้ ปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพง แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อน

ภาพลักษณ์ของ พืชพลังงานทดแทนเหล่านั้น เมื่อวันวานเคยเปรียบได้กับ “พระเอกผู้กอบกู้โลก” มาวันนี้หลังจากมีข่าวเชิงลบออกมากระหน่ำ ตามสายตาชาวโลกส่วนหนึ่งกำลังมองว่า ไม่ต่างกับ “พืชพระเอกในคราบผู้ร้าย”

การ ที่องค์การสหประชาชาติ และธนาคารโลก ออกมาเตือนทุกประเทศให้ระวังวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหาร เพราะเห็นว่าการทุ่มปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ เพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน โดยการขยายพื้นที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดอย่างกว้างขวางทั่วโลก

นอกจาก ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกพืชเดิมของแต่ละท้องถิ่น ยังทำให้ผลผลิตของพืชที่ใช้บริโภคหลัก อย่างเช่น ข้าว และข้าวสาลี ลดลงไปด้วย

การที่หลายประเทศมีนโยบายส่งเสริมให้ปลูกพืชพลังงาน เพื่อนำไปใช้ ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ยกตัวอย่าง น้ำมันเบนซินผสมกับเอทานอล ซึ่งสกัดได้จากอ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวโพด หรือใช้มาตรการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพในรูปแบบอื่น

ปัจจัยข้างต้น มีส่วนผลักดันให้เกษตรกรในหลายประเทศ เร่งขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานทดแทนกันอย่างมโหฬาร ทำให้พื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็นป่าเขา ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือป่าชายเลน แม้กระทั่งแหล่งที่เคยใช้ทำนาปลูกข้าว ถูกปรับเปลี่ยน แผ้วถาง หรือบุกรุกทำลายเพื่อหันไปปลูกพืชพลังงานกันอย่างกว้างขวาง

ผลที่ ตามมา บางประเทศที่เคยมีผลผลิตข้าวเพียงพอสำหรับเลี้ยงคนในประเทศตัวเอง และเหลือส่งออก เริ่มไม่เพียงพอ กลายเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวจากประเทศอื่น ดังมีตัวอย่างเช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น

นอกจากนี้ ในบางประเทศที่เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตัวเอง ยังผลักดันให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ป่าชายเลน หรือทุ่งหญ้าใช้เลี้ยงสัตว์ แปรสภาพไปเป็นพื้นที่ปลูกอ้อย มัน หรือปาล์มน้ำมัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตพลังงานทดแทน

ภาพรวม ของปัญหาที่เชื่อมกันเป็นลูกโซ่ ไม่เพียงส่งผลให้พื้นที่ซึ่งเคยใช้ปลูกพืชอาหาร เลี้ยงชาวโลกลดลงเรื่อยๆ การที่โลกใบนี้ยังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน ทำให้ดิน ฟ้า อากาศ แปรปรวน

นอกจากผลักดันให้พืชอาหารหลัก อย่างข้าว หรือข้าวสาลี มีราคาแพงขึ้น

ยัง ผลักดันให้ราคาพืชอาหารรองบางอย่าง เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม ถีบตัวสูงตามไปด้วย เพราะเกิดการแย่งใช้กันระหว่างภาคอาหาร (ให้คนกิน) กับภาคยานยนต์ (ให้เครื่องยนต์กิน)

เหนืออื่นใด ความเชื่อที่มีอยู่เดิมว่า การขยายผลผลิตพืชพลังงานทั่วโลก คือ หนทางช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก หรือพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น ย่อมช่วยเพิ่มตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อน

…แต่ผลของการศึกษาล่าสุด กลับได้ข้อสรุปออกมาว่า การที่ทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตาขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน เมื่อเทียบกับ สัดส่วนการลดลงของพื้นที่ป่า ป่าชายเลน และ ทุ่งหญ้า ซึ่งถูกบุกรุกแผ้วถาง เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน

ท้ายที่สุดแล้ว  หักกลบลบกัน แทนที่จะเกิดผลดีช่วยลดภาวะโลกร้อน กลับจะมีผลเสียมากกว่า

เพราะ การที่โลกใบนี้ต้องสูญเสียพื้นที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ขนาดใหญ่ในธรรมชาติ ทั้งที่เป็นป่าเขา ป่าชายเลน และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แลกกับการเปลี่ยนสภาพไปเป็นพื้นที่สีเขียวปลูกพืชพลังงาน เป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสีย”

โลกต้องการพลังงานมากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากอุปสงค์ลม หรือการเก็งกำไรนั่นเอง ท้องก็มีอยู่เท่านี้ จะเก็งกำไร ไปทำไมกัน อยู่แบบพอเพียง ยืดเวลาให้โลกสวยงามใบนี้ อีกหน่อยไม่ดีกว่าหรือ ร่วมมือ ร่วมใจกันคนละแรงนะครับ เริ่มต้นกันวันนี้ แค่งดรับประทานเนื้อ สัปดาห์ละหนึ่งวัน ลดโลกร้อน Meat Free Day reduce Global Warming

บุญรักษา

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

Thailand orchid

Posted on: January 4, 2010
No comments yet

How to grow Thailand Orchid

Interesting story i have found from the internet http://www.orchid.in.th/htm/info_growing_orchids.html. I pick interesting story to share for your information because these are Thailand Orchid.

How to grow Thailand Orchid for Dendrobiums, Vandas, Cattleyas, Arandas, Oncidium in Tropical Climate.

The following techniques are being used in the original nursery.

  • Temperature : Maximum 35 Degree, Minimum 12 Degree Celcius
  • Light Intensity : 2,000 to 6,000 foot candles (50% shade)
  • Relatively Humidity : 30 to 90 %
  • Ventilation : light breeze
  • Fertilizer :
    - Once a week, 0.20 % all year round
    - 0.20 % means 40 grams of fertilizer in 20 litres of water
    - N : P : K ratio 18:18:18 with trace element
    - Apply early in the morning
    - Quantity of fertililzed water is 1/4 of normal quantity of water. For example, normal watering needs 50 Litres of water per application, we need only 100 Litres of fertilized water.
    - Do not apply fertilizer to plants less than 48 hours before cutting the flowers. Unused fertilizer will spoil the flowers after cutting
    Fungicide
    - Once a week, concentration 0.10% , 20 grams per 20 litres of water
    - Fugicide of Mancozeb, and Captan, Cabendazim to be used in rotation
    - Apply early in the moring .
    - Sticker or wetter can be added for better preventation.
    Insecticide and Miticide
    - 0.1 % concerntration monthly
  • Watering
    -Every morning, well soaked not just wet. On every warm day, watering in the afternoon is required as an addition
    -Plants should be completely dry two hours after watering.
    -Growing mediums, light intensity and ventilation have to be adjusted, if plants shown signs of insufficient watering.

Please enjoy growing Thailand Orchid

วิธี post คลิป youtube flv swf ลงใน webboard forum

Posted on: October 22, 2009
No comments yet

ตัวอย่าง คลิป Youtube

1. เลือกคลิปจาก youtube ที่ต้องการจะ post ลงในบอร์ด

2. Copy url embed code เช่น

CODE

< embed src="http://www.youtube.com/v/w2HcuP2Zs58&hl=en&fs=1&" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344" >< /embed >

ให้ copy เฉพาะ url ตรง embed src=”http://www.youtube.com/v/w2HcuP2Zs58″

3. Paste ลงใน tag

[flash=425,344] http://www.youtube.com/v/w2HcuP2Zs58 [/flash]

(ตัวเลข 425 และ 344 คือขนาดความกว้าง และความสูงของหน้าจอแสดงผล สามารถปรับได้)

ผลลัพท์ที่ได้

ตัวอย่าง คลิป flv
บางเว็บไซต์ จะให้ embed code ที่มี swf player และไฟล์ flv มาด้วย ดังนั้น เราก็แค่นำมาจัดเรียงใหม่ถายใต้ tag [flash] url player +?file= + url file [/flash]

เช่น คลิป Gear talk จากเว็บ Guitarthai เป็นต้น

[flash=450,272]http://www.guitarthai.com/tv/flvplayer1.swf?file=http://www.drumthai.com/flvpub/GearTalk_Mookalai.flv[/flash]

หากมีข้อสงสัย post ถามกันมาได้ครับ

John Goddard the real-lief Indiana Jones

Posted on: August 11, 2009
No comments yet

John Goddard

John Goddard ถูกรู้จักกันในนามของ Indiana Jones ตัวจริงเสียงจริง เขาเป็นทั้งนักสำรวจ นักผจญภัย รวมถึง นักมานุษยวิทยา อีกด้วย (รือเราจะได้เห็น ตัวเอกจากเพชรพระอุมา ออกมาเดินถนนกันหรือนี่). เรื่องราวของ John Goddard ถูกบอกเล่าเหตุการณ์ผจญภัย ประสบการณ์ต่างๆ ผ่านทางหน้าหนังสือให้กับคนทั้งโลกได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็น Life, National Geographic, Reader’s Digest บุคคลผู้นี้ถือได้ว่า เป็นนักผจญภัยตัวยงระดับโลกทีเดียว.

John Goddard - The man who did it all - "To dare is to do ... to fear is to fail."

เมื่ออายุ 15 ปี John Goddard นั่งลงแล้วเขียนรายการผจญภัย ที่เค้าจะมุ่งมั่น ว่าจะต้องทำให้ได้ก่อนตาย จำนวน 127 รายการ. จวบจนวันนี้ John ผ่านการผจญภัยอย่างโชกโชน ซึ่งเค้าทำสำเร็จไปแล้ว 112 เป้าหมาย (L.A. Times: 2008) ไม่ว่าจะเป็น ปีนภูเขา Kilimanjaro ที่สูงที่สุดในโลก , บินที่ความเร็วเสียง, เที่ยวรอบโลก ตามเส้นทางของ Marco Polo หรือแม้่กระทั่งอ่านงานเขียนของ Shakespeare

John Goddard (ทางขวา)

John Goddard (ทางขวา)

หนังสือพิมพ์ The Los Angeles Times ได้เขียนถึงการเดินทางอันน่าทึ่งของเค้าว่า เป็นการผจญภัยที่ต้องจดจำในช่วงชีวิต นั่นคือ การล่องแม่น้ำไนล์ แม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก กว่า 4,200 ไมล์ ด้วยคา่ยัก ในปี 1951 และ John Goddard นี่เองคือคนแรกที่ เปิดโลกท่องแม่น้ำคองโค ที่ยาวกว่า 2,700 ไมล์

เว็บไซต์ของนาย John Goddard http://www.johngoddard.info/life_list.htm แสดงรายการที่เขาได้ทำสำเร็จมาแล้วว่ามีอะไรบ้าง นาย John คนนี้ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในโลกที่มีชีวิตน่าทึ่งมาก คนทั่วโลกต่างจ้องมองเขาเป็นตาเดียว เมื่อได้เห็นสิ่งที่เค้าต้องทำในชีวิต และมีคนอีกจำนวนไม่น้อยก้าวตามรอยของ John Goddard

กลับมามองในมุมของตัวเอง ชีวิตเรา ตั้งเป้าหมายเอาไว้บ้างหรือยัง มีอะไรที่ตั้งใจจะทำแล้วทำสำเร็จไปแล้วบ้าง อีกกี่อย่างที่ยังไม่สำเร็จ ทำไมถึงไม่สำเร็จ เราไม่จริงจัง หรือทุ่มเทกับเป้าหมายใช่หรือไม่ เราเป็นคนเกิดมาทั้งที ทำไมถึงทำเรื่องเพียงเท่านี้ก่อนตายไม่ได้ ??!!

อีกฝากความคิดสวนขึ้นมาทันที สุดโต่งไปหรือเปล่า การที่ตั้งเป้าหมายแล้วทำได้ มันเป็นสิ่งที่ดีมาก และน้อยคนนักที่จะทำได้สำเร็จ พระพุทธองค์ ท่านเลยมีคำสอนให้ คนเราควรเดินสายกลาง ไม่ทุกข์มาก ไม่สุขมาก และมี ชีิวิตอย่างพอเพียง ตามคำสอนของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เราเถิดทูล

แม้กระทั่ง John Goddard กล่าวเอาไว้ในบทท้ายชีวประัวัติของเค้าว่า “The adventure is exciting and enjoyable–but secondary.” (แม้การผจญภัยจะน่าตื่่นเต้น และพิศมัยก็ตาม แต่มันก็ยังมาเป็นที่สอง)

แล้วคุณล่ะ วันนี้จะเลือกทำอย่างไร
- Don’t Worry Be Happy
- เพราะโลกกลม และไม่ได้มีแค่ด้านเดียว
- Hedonism – ทฤษฎีที่เชื่อว่าความสุขสบาย หรือความเพลิดเพลินเป็นยอดปรารถนาที่สุด

ปล.
บทความจาก L.A. Times ดีมากอยากให้อ่านกัน John Goddard: so many perils, so little time : Aging adventurers don’t look back and ask, ‘Why?’ They just look to the next mind-numbing conquest and ask, ‘Why not?’

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก : วอร์เรน บัพเฟตต์ (Warren Buffet)

Posted on: June 12, 2009
No comments yet

Warren Buffet

รายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศลถึง 31 , 000 ล้านดอลล่าร์ (เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,000,000,000,000 อ่านว่า 1 ล้าน ล้านบาท โอ้แม่เจ้า !) ——————————————————————————

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา :

1) เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!

2) เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์

3) เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม

4) เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน

5) เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7) เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8 ) เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9) บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11) เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า :

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

มหาเศรษฐีหรือยาจก : กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน

มหาเศรษฐีหรือยาจก : มีเสื้อ?้ กี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน

มหาเศรษฐีหรือยาจก : มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็
เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน

มหาเศรษฐีหรือยาจก : จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

ปรัชญาชีวิตจากการปีนหน้าผา

Posted on: April 19, 2009
No comments yet

ได้ดูรายการท่้องเที่ยวรายการหนึ่ง ดำเนินรายการโดย อดีตพิธีกร รายการทีวีวัยรุ่นช่วงเช้าวันหยุดชื่อดัง ชื่อเล่น “ร” (จะใบ้ทำไม???) ให้ข้อคิดที่ดีมาก จนอยากนำมาบอกเล่าต่อให้ฟังครับ

ปรัชญาชีวิตจากการปีนหน้าผา

ปีนหน้าผา
ต้องมีเป้าหมาย
ใจต้องกล้า
รักษาความสมดุล
การวางแผนเป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อเจอทางตัน ตั้งสติ ตั้งหลัก แล้วหาทางไปต่อ ไม่อย่างนั้นคุณก็จะอยู่ที่เดิม
เหมือนปรัญชาการต่อสู้ เพื่อเอาชนะอุปสรรคในชีวิต ที่ต้องใช้สติ ปัญหา และสมาธิ

คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอนครับ ทางตัน แต่ดันจะไปอยู่ มันก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมกันเถอะครับ เพื่อยุติปัญหา

เป็นกำลังใจให้กับทุกสมอง และสองมือ ที่ช่วยแก้ปัญหา…

Let the Music Entertain Us

Youtube RSS

Posted on: March 26, 2009
No comments yet

ปวดหัวเหลือเกิน กับปัญหาเรื่อง RSS URL ของ Youtube ที่เอาไปใช้ในการแสดงข้อมูลในเว็บไซต์ หรือใน Blog วันนี้เลยรวบรวมลิงค์ RSS ของ Youtube มาฝากกันครับ

YouTube :: Most Viewed Videos – This Week

http://www.youtube.com/rss/global/top_viewed_week.rss

YouTube :: Most Viewed Videos – This Month

http://www.youtube.com/rss/global/top_viewed_month.rss

YouTube :: Most Discussed Videos – Today

http://www.youtube.com/rss/global/most_discussed_today.rss

YouTube :: Recently Featured

http://www.youtube.com/rss/global/recently_featured.rss

YouTube :: Top Rated

http://www.youtube.com/rss/global/top_rated.rss

เทคนิค สอนดูคลิป youtube แบบ HD

Posted on: January 15, 2009
No comments yet

ตอนนี้หลายคนที่เข้าไปใช้ youtube จะเห็นว่า youtube เปลี่ยนขนาดหน้าจอจากเดิมเป็นจอกว้าง หรือที่เรียกว่า wide screen กันแล้ว สิ่งที่ได้ตามมาคือ คุณภาพของการดูคลิปก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการดูภาพที่เราเรียกว่าแบบคุณภาพสูง หรือ High Definition แล้วละก็ สามารถทำได้กันแล้วในวันนี้ ลองมาดูกันว่าทำอย่างไรถึงจะดูคลิปจาก youtube แบบแจ่มๆกัน

วิธีการดูง่ายๆขั้นตอนแรกเพียงกด watch in high quality เท่านี้ก็จะได้ดูภาพที่คมชัดขึ้นสมใจ

watch-youtube-in-high-quality

มาดูสิว่าคุณภาพแตกต่างกันขนาดไหน

ภาพแรก Watch Youtube in normal quality

youtube-britney-spears-circus-norm-q

ภาพต่อมา หลังจากกด Watch Youtube in high quality

youtube-britney-spears-circus-high-q

ยังไม่หมดเพียงเ่ท่านั้น แล้วถ้าอยากดูแบบคมชัด แบบ high definition ละทำอย่างไร อย่างเดียวกับตัวอย่างข้างต้น เพียงกด Watch in HD ท่านก็จะได้ภาพที่คมชัด สดสวย และใหญ่ขึ้นอีกด้วย

youtube-britney-spears-circus-hd-q1

เทคนิคง่ายๆ ที่หลายๆคนไม่ทันสังเกตในการดูคลิปจาก youtube

บอกในส่วนข้อมูลทางเทคนิคไว้สัีกเล็กน้อย

ความกว้างหน้าจอของ youtube ปกติจะอยู่ประมาณ 320 pixel และปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 734 pixel ในปัจจุบัน (actual screen 480) จากภาพข้างต้นเมื่อเทียบรายละเอียด และคุณภาพของภาพจะพบว่าการบีบอัดภาพ แต่ก่อนอยู่ที่ประมาณ 330 kbps ซึ่งปรับเพิ่มมาเป็น 600-800 kbps โดยประมาณ (วัดจากคุณภาพของ flash file) เพื่อรองรับการชมจาก internet แบบ high speed ทุกวันนี้

แต่บอกตามตรงว่า คุณภาพคลิปจาก youtube ยังไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก เพียงต่อรอเวลาให้กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่ เป็น Broadband กันหมดเสียก่อน วันนั้นเราจะได้่ดูคลิปแบบ real full HD กันจริงๆแน่นอน ทดลองดูภาพแบบ real HD ที่ว่าจากคลิปนี้ transporter 3

คราวหน้าจะมาเล่าถึงวิธีการดาวน์โหลด คลิปจาก youtube แบบง่ายดายแค่เพียงคลิกๆเท่านั้นเอง

Let the Music Entertain Us…

Is Man going to Mars??

Posted on: October 15, 2008
1 comment so far

ช่วงระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา มนุษย์รับรู้เรื่องการปรวนแปร ของธรรมชาติจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนัก แผ่นดินไหว เกิดพายุรุนแรงในภูมิภาคต่าง ๆ ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นจนทำให้คนล้มตาย ล่าสุดคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์ไทยภายใน 30 ปี น้ำจะท่วมภาคกลางของไทย เพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

โอกาสที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซา และผู้เชี่ยวชาญวชาญเรื่องภาวะโลกร้อน  เดินทางมายังกรุงเทพมหานคร เพราะปกติจะใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนสัตยาไสย จ.ลพบุรี เพื่อมาบรรยายพิเศษเรื่องการผลิตบัณฑิตคุณภาพบนพื้นฐานคุณธรรม ณ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สละเวลาให้สัมภาษณ์ประเด็นของโลกร้อน และทางรอดของมนุษย์เกี่ยวกับ เรื่องนี้

ดร.อาจอง กล่าวว่า ตอนนี้ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไปเยอะทุกอย่างมาจากภาวะโลกร้อน จะเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ในประเทศไทยที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ผ่านมาเวียดนามมีหิมะตกเป็นครั้งแรก ล่าสุดมีหิมะตกในเคนยาประเทศเหล่านี้ อยู่ใกล้เส้นศูนย์จึงไม่ต้องตกใจหากใน เดือนมกราคมหิมะจะตกในเมืองไทย เดือนมกราคม อากาศจะเย็นที่สุด หิมะน่าจะตกในภาคเหนือ

ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกใต้ขั้วโลก เหนือละลายเร็วกว่าที่เราคิด จะเห็นว่าขณะนี้มีก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา ใหญ่เท่ากับเมืองนิวยอร์กไหลลงสู่ ทะเล แล้วก็ไปละลายในทะเลทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

“เฉพาะแค่ช่วง ชีวิตผมเองระดับน้ำ ทะเลสูงขึ้น 16 เซนติเมตร ตอนนี้อายุผม 68 ปีแล้ว 16 เซนต์ถือว่าเยอะมากแค่ช่วงระยะสั้น ๆ ปกติจะใช้เวลาเป็น 4,000-5,000 ปีไม่ใช่แค่ 100 ปี ตอนนี้กำลังเร่งเพราะความร้อนมากขึ้นน้ำแข็งละลายมากขึ้น จะเร่งขึ้นไปเรื่อย ๆ”

เมื่อย้อนไปยังยุคน้ำแข็งตอนนั้นอากาศหนาว เกือบจะทั่วโลกมีหิมะตก น้ำเหล่านี้หมุนเวียนไปเป็นน้ำแข็ง มีน้ำสะสมอยู่บนภูเขา ตรงขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ ถ้าเราเปรียบเทียบ ตอนนั้นน้ำจากระดับน้ำทะเลระเหยขึ้นไป ตกมากลายเป็นฝนและหิมะทำให้ระดับน้ำ ทะเลลดลง ตอนนั้นระดับน้ำทะเลอยู่ต่ำกว่าระดับปัจจุบัน 120 เมตร และถ้าน้ำแข็งละลายหมดระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 120 เมตรเพราะระดับน้ำทะเลไม่ได้หายไปไหนหมุนเวียนอยู่บนโลก

Sea level rise

Sea level rise : Source: IPCC, 2007.

เมื่อ เป็นอย่างนี้ก็หมายความว่าน้ำในทะเลสูงขึ้นจะค่อย ๆ กินฝั่งของเราไปเรื่อย ๆ อย่างเขตบางขุนเทียนที่กรุงเทพฯ เราสูญเสียแผ่นดินไปแล้ว 1 กิโลเมตร

นักวิชาการทางทะเลบอกว่าปรากฏ การณ์เหล่านี้คือปัญหากัดเซาะชายฝั่ง แต่ในมุมมองของอดีตนักวิทยาศาสตร์จากนาซาไม่เป็นเช่นนั้น

“ตอน นี้เสาไฟฟ้าอยู่ในทะเล หลายคนบอกว่าไม่ใช่น้ำทะเลสูงขึ้น แต่เป็นการเซาะฝั่ง ข้อบ่งชี้ว่าหากน้ำเซาะฝั่งเสาไฟฟ้า ก็ล้มไปแล้วแสดงว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเป็นอย่างนี้ทั่วโลก อเมริกาออกมาพูดว่าเมืองไมอามีอีกหน่อยก็จะไม่มีเหลือ ไม่ได้จมหมายความว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น”

ภาวะโลกร้อนแผ่อานุภาพไป ทั่วโลก ดูเหมือน ว่าจะเป็นปัญหาที่ยากจะเยียวยา อาจตรงกับคำทำนายของนอสตราดามุส ว่าโลกจะแตก แต่ทางวิทยาศาสตร์บอกว่าไม่ได้หมายความว่าแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ จะพังเพราะน้ำท่วม แผ่นดินไหว อุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้มนุษย์อยู่อย่างลำบาก ประกอบกับจำนวนประชากรของโลกเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน จำนวนผู้บริโภคมากขึ้นทำให้โลกยิ่งร้อน ซึ่งมีคนคิดถึงทางออกของปัญหานี้ไว้แล้ว

ดร.อาจอง เล่าว่า องค์การนาซา มีโครงการจะไปเริ่มสร้างเมืองในอวกาศ โดยเลือกพื้นที่ดาวอังคารเพราะมีสภาพเหมือนกับโลก ขณะที่ดาวดวงอื่นเต็มไปด้วยอากาศพิษ ดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินไป ดาวพฤหัสฯมีสภาพเป็นกรด ดาวอังคารแม้อากาศหนาวและมีสภาพไร้น้ำหนัก แต่มนุษย์อยู่ได้ด้วยการไปสร้างเมืองกระจก ทำให้มีแรงโน้มถ่วงเหมือนกับอยู่ บนโลกได้ เพราะสภาพไร้น้ำหนักทำให้กระดูกเราอ่อนไม่แข็ง กล้ามเนื้อจะหายไป ใน เบื้องต้นจะส่งคนออกไปสร้างอุตสาหกรรมในอวกาศ ใช้วัตถุดิบจากดวงจันทร์ของดาวอังคาร ซึ่งมีอยู่ 2 ดวง จะมีสารทุกอย่างที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ยิปซัม แร่ธาตุต่าง ๆ และการ ขนย้ายแร่ธาตุเหล่านี้จะเป็นไปโดยง่ายบนสภาพไร้น้ำหนัก

ขณะ เดียวกันเราเจอน้ำบนดวงจันทร์เยอะมาก จะสร้างฐานบนดวงจันทร์ เป็นจุดเติมพลังงาน เอาน้ำที่อยู่บนดวงจันทร์มาใช้พลังงานแสงอาทิตย์แยกออกซิเจน เป็นพลังงานไฮโดรเจน ใช้พลังงานนี้ไปขับเคลื่อนกับยานต่าง ๆ ทำให้การเดินทางบนอวกาศเป็นเรื่องธรรมดาโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน

วาง แผนว่ามนุษย์ครึ่งหนึ่งของโลกจะต้องอพยพไปอยู่บนดาวอังคาร อาจไปไม่หมดเพราะโลกวิกฤติ มนุษย์อยู่ลำบากแล้ว การออกแบบสร้างเมืองจะแบ่งเป็นเมืองขนาดเล็กอยู่สัก 2 แสนคน เป็นเมืองในอวกาศโดยสร้างระบบให้มีน้ำหนัก สามารถเดินไปมา ไม่ใช่ลอยไปมา ส่วนการเดินทางในอวกาศจะสร้างเรือใบ รับรังสีพลาสม่าเพื่อให้พาหนะนี้เคลื่อน ไปในอวกาศได้

การดำรงชีวิตในอวกาศไม่ต้องใช้น้ำมันจะใช้แสงแดดแทน เพราะมีเหลือเฟือ โดยจะสร้างแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ได้ รับรองไม่หล่นลงมาบนพื้นโลกเพราะในอากาศมีสภาพไร้น้ำหนัก สามารถรับแสงแดดได้ตลอดเวลาอีกทั้งไม่มีเมฆมาบดบัง

ดร.อาจอง บอกว่าองค์การนาซาวางแผนไว้ปี ค.ศ. 2020 มนุษย์จะลงไปบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก เพื่อจะเริ่มไปเยี่ยมไปศึกษาอยู่ที่ นั่นสักพักว่าจะอยู่กันได้สะดวกสบายแค่ไหน หลังจากนั้นจะเริ่มเอาคนไปอยู่สร้างตึกสร้างเมือง ตอนแรกจะมีเรือนกระจกแบบกลม ๆ เราเข้าไปอยู่ในนั้นปลูกผักปลูกข้าว

เปรียบเทียบระหว่างโลก และดาวอังคาร

เปรียบเทียบระหว่างโลก และดาวอังคาร

ต้นไม้ บนดาวอังคารจะโตเร็วกว่าโลกของเรา ที่โตเร็วเพราะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เยอะ ต้นไม้ชอบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันเราไม่ต้องขนออกซิเจนไป ปลูกต้นไม้ก็คายออกซิเจนให้กับตัวเราได้

เมื่อผู้คนอพยพมามาก ขึ้นอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น ปกติบนดาวอังคารอุณหภูมิตอนนี้ติดลบ เมื่อมนุษย์อยู่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ก็ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นแต่ตรง นั้นไม่ต้องห่วงเพราะอุณหภูมิต่ำอยู่แล้ว อุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียส มนุษย์เข้าไปอยู่ได้อีกเยอะ และยิ่งอยู่เยอะยิ่งดีทำให้อากาศร้อนขึ้น

ที่ สุดแล้วเด็กในวันนี้จะเดินทางไปทำงานอวกาศ แทนที่จะเดินทางไปตะวันออกกลาง เกาหลี ญี่ปุ่น การเดินทางไปดาวอังคาร จะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนกับการเดินทางขึ้น เครื่องบินไปต่างประเทศ

ระยะทางจากโลกไปดาวอังคารไม่แน่นอนบางครั้งอยู่ใกล้กัน บางครั้งไกลออกไป ตอนที่ผมไปช่วยเขาส่งยานอวกาศลงบนดาวอังคารใช้เวลา 11 เดือน แต่ระยะเวลาที่ใกล้สุดระหว่างดาวอังคารกับโลกคือ 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าโลกจะหมุนเข้าใกล้ดาวอังคารช่วงไหนของปี

“เราต้องมองการณ์ไกล เริ่มคิดได้แล้วว่าประเทศอื่น ส่งคนขึ้นไปบนอวกาศแล้ว ของเรายังไม่มีคนไทยขึ้นไปสักคนไม่ใช่ว่าเราต้องสร้างเอง แต่เราไปร่วมมือกับเขาให้ส่งคนของเราขึ้นไปบ้างเพื่อที่เราจะได้มี ประสบการณ์ได้เรียนรู้ จีนเริ่มส่งขึ้นไปแล้ว มีทั้งญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย อินเดีย ตะวันออกกลาง คนไทยเรายังไม่มีโอกาสได้ขึ้นไป” ดร.อาจองกล่าวทิ้งท้าย

ความหวังที่มนุษย์จะไปอยู่บนโลกใบใหม่ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว.